
ภัยพิบัติทางธรรมชาติี่เกิดขึ้นทุกปีในประเทศไทยเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ถูกกัดเซาะหายไปเป็นบริเวณกว้างชั่วเวลา 30 ปีประเทศไทยหายไปแล้วกว่า แสนไร่ อันตรายที่สุด คือจังหวัดสมุทรปราการ และที่ บางขุนเทียน กรุงเทพฯ อัตราการกัดเซาะกว่า 25 เมตรต่อปี และ20-25 เมตร ต่อปี ตัวเลขจากผู้ทำวิจัยมา 10 ปี คือ รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาควิชา ธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ยังัังมีอีกหลายจังหวัดที่ชายฝั่งหาย เช่น ชลบุรี ระยอง 5จุดวิกฤตชายฝั่งทะเลไทย1.ชายฝั่งทะเลบ้านแหลมสิงห์-ปากคลองขุนราชพินิจใจ จ.สมุทรปาการ ระยะทาง 12.5 กม. ถอยร่นเข้ามาประมาณ 700 - 800 เมตร2.ชายฝั่งทะเลปากคลองราชพินิจใจ - บ้านท่าตะโก เขตบางขุนเทียน กทม. ระยะทาง 5.5 กม. กัดเซาะ 20-25 เมตรต่อปี หายไป 400-800 ม.3.ชายฝั่งทะเลบ้านเคียนดำ-บ้านบ่อนนท์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีฯ4.ชายฝั่งทะเลบ้านแหลมตะลุมพุก-บ้านบางบ่อ อ.ปากพนัง จ.นครศรีฯ5.ชายฝั่งบ้านเกาะทัง-บ้านหน้าศาล จ.นครศรีฯ ความยาวประมาณ 23 กม. อัตราการกัดเซาะประมาณ 12 ม.ต่่อปี สาเหตุของการกัดเซาะ1.การกัดเซาะเนื่องมาจากคลื่นลมในทะเล2.การลดลงของพื้นที่ป่าชายเลน3.การลดลงของตะกอนจากแม่น้ำ4.การทรุดตัวของแผ่นดินทั้งนี้ถ้ายังมองว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญไม่เร่งดำเนินการแก้ไขเสียแต่ตอนนี้สุดท้ายพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เรายังเห็นๆกันอยู่ในวันนี้คงจะมีสภาพไม่ต่างจากหลักกิโลเมตรกลางน้ำที่โผล่ให้เห็นอยู่ลิบๆเหมือนที่บางขุนเทียนก็เป็นได้จาก นอกจากปัญหาน้ำปริมาณมหาศาลที่มากจนเกินกว่าเขื่อนที่มีอยู่ในประเทศไทยจะรองรับได้ทั้งหมด จนก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัด แต่ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ หมู่บ้านที่กำลังจะหายไปจากแผ่นดินไทย! เหตุผลที่หมู่บ้านดังกล่าวกำลังจะหายไปก็คือปัญหา “การกัดเซาะชายฝั่งทะเล” ที่กัดกินชายฝั่งหมู่บ้านนี้ไปถึง 3 - 4 กิโลเมตร ทั้งนี้ หมู่บ้านขุนสมุทรจีน ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 9 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ มีพื้นที่ทั้งหมด 790 ไร่ ประชากร 420 คน มี 168 หลังคาเรือน แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงแค่ 105 หลังเท่านั้น โดยรศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าโครงการวิจัยแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนนำนักศึกษาชมรมเยาวชนธนาคารโลกเข้าพบกับผู้ใหญ่บ้าน “สมร เข่งสมุทร” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน โดยผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่ารู้สึกดีใจที่คนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านต่อสู้กันมา 30 ปี จากที่อยู่กันมาเป็นพันๆ ตอนนี้คนก็หายไปหมดเหลือแค่ 200-300 คน มีแต่คนแก่กับเด็กๆ “เราแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยใช้วิธีที่บรรพบุรุษเคยทำมา ก็คือการใช้ไม้ลวกปักไว้ การตั้งเสาไฟฟ้ากลางทะเลเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำทะเลกัดเซาะเข้ามา หรือมีการรณรงค์ การปลูกป่าชายเลน แต่วิธีดังกล่าวเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะวัสดุที่นำมาใช้ไม่ว่าจะเป็นไม้ลวก ซึ่งเป็นไม้ที่มีอายุการใช้งานที่ไม่นาน หรือเสาไฟฟ้าที่มีราคาสูงมาก ชาวบ้านคงไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้อเสาไฟฟ้ามาปักไว้ได้ วิธีหนึ่งที่ชาวบ้านสามารถที่จะทำได้ก็คือ การปลูกป่าชายเลน แต่กว่าป่าที่ปลูกจะโตก็อาจจะไม่ทันต่อการป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเลที่เกิดขึ้นทุกปี” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว รศ.ดร.ธนวัฒน์ อธิบายสภาพปัญหา สาเหตุ และหนทางออกเพื่อปูพื้นให้กับนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่าปัญหา“การกัดเซาะชายฝั่งทะเล” เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังประสบซึ่งทำให้พื้นดินของโลกหายไปกว่าร้อยละ 30 สำหรับแนวชายฝั่งไทยซึ่งยาวประมาณ 2,700 กิโลเมตร ต่างประสบปัญหานี้ ซึ่งทำให้แผ่นดินหายไปถึง 130,000 ไร่ทั่วประเทศ และสำหรับแนวชายฝั่งอ่าวไทยซึ่งได้แก่จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานครถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหานี้รุนแรงอันดับต้นๆ ของโลก และพื้นที่หมู่บ้านขุนสมุทรจีนถือว่าประสบปัญหารุนแรงที่สุด “สาเหตุที่ทำให้การกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติกลายเป็นปัญหารุนแรงในปัจจุบัน มีหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ ภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้น้ำทะเลขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ, การสร้างเขื่อนซึ่งทำให้ตะกอนดินที่เคยไหลจากแม่น้ำมาสู่ปากแม่น้ำกลายเป็นแผ่นดินงอก หายไป 75%, การทรุดตัวของแผ่นดินเนื่องจากพื้นที่รอบชายฝั่งอ่าวไทยเป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรม และป่าชายเลนเสื่อมโทรมเนื่องจากอาชีพการเลี้ยงกุ้งและการตัดไม้ หากปล่อยให้ปัญหาที่ดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่แก้ไข จะทำให้อัตราการกัดเซาะจะทวีความรุนแรงกัดเซาะชายฝั่ง 65 เมตรต่อปี และภายในไม่กี่ 10 ปีข้างหน้าชุมชนรอบสนามบินสุวรรณภูมิจะถูกกัดเซาะและได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน” เมื่อฟังกลุ่มนักศึกษาได้ทราบภาพโดยรวมแล้ว พวกเขาก็แยกกลุ่มเพื่อแสดงความเห็น อภิปรายหาทางออก พวกเขาเห็นว่าปัญหาใหญ่ ปัญหาแรก คือคนในสังคมไม่ทราบและตระหนักว่าปัญหานี้เป็นสิ่งใกล้ตัวและรุนแรง เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่เห็นเป็นปัญหา ภาครัฐจึงไม่ได้ขยับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ปัญหาที่สองคือเรื่องเงินทุนในการดำเนินการซึ่งต้องใช้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้พวกเขายังเดินทางไปเห็นของจริงที่วัดขุนสมุทราราม และทางเดินที่พวกเขาเดินเป็นทางเดินไม้ยกสูงจากน้ำและคันดินที่ถูกถมให้สูงเพื่อกันน้ำท่วมถึง ทั้งนี้ตัวโบสถ์วัดขุนสมุทรารามเป็นโบสถ์เล็กๆ ที่ยกพื้นสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านบอกกับกลุ่มนักศึกษาว่าหากในช่วงน้ำขึ้นแล้ว ระดับน้ำปริ่มขอบหน้าต่างโบสถ์เลยทีเดียว และเมื่อกลุ่มนักศึกษาเดินไปถึงริมฝั่งอาจารย์ธนวัฒน์ได้ชี้ให้ดูพื้นคอนกรีตที่อยู่ไกลลิบว่าที่นั่นเคยเป็นโรงเรียนมาก่อน หลังจากนั้นชมรมเยาวชนโลกได้เดินค้นหาต้นกล้าและเพาะต้นกล้าในเรือนเพาะชำ เพื่อนำไปปลูกป่าชายเลนในอนาคต โดยพวกเขาแบ่งกลุ่มกันทำงานกันและเริ่มเดินลัดเลาะไปตามคันดิน เดินหาต้นแสมอ่อน ใช้ทั้งมือและไม้เซาะดินเลนเหนียวๆ รอบต้นอ่อนไม่ให้รากขาดและตาย และเมื่อได้ต้นอ่อนจำนวนหนึ่งแล้ว พวกเขาก็นำไปต้นอ่อนที่ได้ไปเพาะปลูกในเรือนเพาะชำ ต่อจากนั้นพวกเขานำผลการอภิปรายหาทางออกของปัญหาเมื่อช่วงเช้ามาดูกันอีกครั้ง เพื่อสรุปรวมว่าพวกเขาคิดอะไร และอยากจะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้ สำหรับสิ่งที่อาจารย์ธนวัฒน์ทำอยู่ก็คือทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยวิจัยทุกแง่มุมของผลกระทบของการกัดเซาะชายฝั่ง เสนอหนทางแก้ไขและสร้างตัวแบบวิธีการแก้ไขโดยให้หมู่บ้านขุนสมุทรจีนเป็นกรณีตัวอย่างให้ภาครัฐได้เห็นว่าสามารถทำได้จริงและคุ้มค่าที่จะทำ “ผมได้ออกแบบเสาสามเหลี่ยมซึ่งสามารถป้องกันแรงกระแทกคลื่นและทำให้เกิดการงอกของพื้นดิน เมื่อดินงอกแล้ว เราก็จะนำต้นกล้าไปเพาะที่ดินบริเวณนั้นให้เกิดเป็นป่าชายเลน ทำให้มันเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติไปในตัว ซึ่งหากทำได้จริง นอกจากเราจะทำให้ปัญหานี้หมดไป สิ่งแวดล้อมชายฝั่งเราจะดีขึ้นด้วย” อาจารย์ธนวัฒน์กล่าว ด้าน “วิษณุ เก่งสมุทร” หนึ่งในทีมวิจัยชาวบ้านกล่าวว่า การกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่งนั้นนอกจากจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนในเรื่องพื้นที่ทำกินแล้ว ยังทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นของพวกเขาสูญหายไปด้วย “ตอนนี้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นเด็กกับคนแก่ คนส่วนใหญ่อพยพไปหมดเพราะทำมาหากินไม่ได้ คนเฒ่าคนแก่ก็เลยไม่มีใครให้สืบต่อ แม้แต่สถานที่ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในหมู่บ้านก็ต้องย้ายหลายต่อหลายครั้ง เช่น ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย หรือ วัดขุนสมุทรารามซึ่งตอนนี้เรียกว่ายื่นอยู่ในทะเลเลยก็ว่าได้” สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านสมรกล่าวว่าเธอดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นเยาวชนมาช่วยหมู่บ้าน มาช่วยประเทศชาติ เพราะนี่เป็นปัญหาของชาติ “ถ้าหมู่บ้านนี้หายไป ที่อื่นๆ ก็จะค่อยๆ หายตามไป ตัวเราเองก็เราก็พยายามทุกทางเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ปลูกป่าเหมือนคนบ้า เอาไม้ปัก เอาเสามาปักตามมีตามเกิดอย่างที่เห็น เราถือว่าเราต้องช่วยตัวเองก่อน ก่อนที่คนอื่นจะมาช่วย ก็เห็นจะมีทีมของอาจารย์ นี่แหละที่เขาช่วยอย่างจริงๆ จังๆ ก็ขอบคุณเด็กๆ แล้วก็อาจารย์ค่ะ”....
http://www.oknation.net
http://www.oknation.net
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น